“ตะวันทับตา” คืออะไร ?

“ตะวันทับตา” คืออะไร ?

            พบกันอีกครั้งกับ ความรู้รอบตัว เชื่อว่า ทุกคนย่อมจะต้องเคยได้ยินผู้ใหญ่สมัยก่อนกล่าวเตือนในเวลาที่เรานอนกลางวันจนลากยาวมาถึงเวลาเย็นแล้วจู่ ๆ ก็ถูกปลุกจากนิทราที่กำลังฝันดีว่า “ตื่นได้แล้ว! ถ้าไม่รีบตื่นล่ะก็เดี๋ยวตะวันทับตาไม่รู้ด้วยนะ” ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใครหากได้ยินแบบนี้ก็ต้องรีบตื่นทันทีด้วยความกลัวจากคำว่า “ตะวันทับตา” ที่หลายคนอาจจะคิดไปในทางที่ว่า ดวงตะวันนั้นมีพลังแสงที่ยิ่งใหญ่ ในช่วงเวลานี้ที่ตะวันเริ่มคล้อยต่ำจากฟากฟ้าอาจจะทำให้แสงทั้งหมดมาทับตาเราที่นอนหลับอยู่จนไม่สามารถลืมตาตื่นขึ้นมาได้อีกเลย! หรือคิดว่า ตะวันทับตา เป็นสิ่งลี้ลับ ดวงจิตดวงวิญญาณที่อยู่ในพระอาทิตย์ซึ่งจะทำให้เราลืมตาตื่นขึ้นมาไม่ได้ในช่วงเวลานั้นจนทำให้เราเกิดความรู้สึกขลังกับคำคำนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่า ตะวันทับตา หมายถึงอะไรกันแน่? หากคุณอยากรู้เราก็จะมาบอกกันในฐานะที่เราอยู่กับคำคำนี้มาตั้งแต่เด็กและคลุกคลีกับบ้านที่เลี้ยงดูแบบคนโบราณมานาน

ทำความรู้จักกับคำว่า “ตะวันทับตา”

รูปภาพ : https://www.rama.mahidol.ac.th/

            “ตะวันทับตา” เป็นคำกล่าวเตือนของผู้ใหญ่ที่มักจะนำมากล่าวเตือนยามที่เด็กเล็กในบ้านซึ่งนอนกลางวันมานานอย่างยาวนานจวบจนถึงเวลา 4 โมงเย็นก็ยังไม่ตื่น พวกเขาจะทำการปลุกเด็กโดยการสะกิดพร้อมกล่าวเตือนในทำนองที่ว่า นี่ก็เย็นมากแล้ว เกินกว่าเวลาที่จะนอนแล้ว หากยังนอนอยู่ระวังตะวันจะทับตาได้ ซึ่งพอเด็กเล็กได้ยินแม้จะงัวเงียแต่ก็จะรีบตื่นมาด้วยความรวดเร็ว ไม่กล้าที่จะนอนต่อด้วยความกลัวในสิ่งลี้ลับที่เรียกว่า ตะวันทับตา ซึ่งแท้จริงแล้วตะวันทับตาไม่ใช่สิ่งลี้ลับ หากแต่เป็นช่วงเวลาเย็นที่ดวงอาทิตย์เริ่มอยู่ในระดับของท้องฟ้าที่ต่ำลงทำให้สภาพแวดล้อมความสว่างเริ่มสลัวลงเป็นสิ่งที่บ่งบอกความผันเปลี่ยนจากกลางวันเข้าสู่ตอนเย็นอย่างสมบูรณ์แบบซึ่งไม่เหมาะกับการนอนหลับในเวลานี้ จึงได้นำเอาสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในโลกมาเป็นสำนวนคำปลุกเด็ดยอดฮิตกันตามแบบที่คนไทยโบราณช่างสรรหากันจากการได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ อีกทั้งด้วยเป็นช่วงเวลาที่เด็กตื่นมาแล้วเห็นท้องฟ้ามีสีส้มอมแดงเปลี่ยนแปลงไปจากตอนกลางวันมาก รอบบ้านมืดลง ทำให้ยิ่งมีอารมณ์ระแวงและรู้สึกกลัวคล้อยตามสำนวน ตะวันทับตา ได้ง่าย

ทำไมไม่ควรนอนช่วง “ตะวันทับตา”

รูปภาพ : https://www.pikist.com/

            “ตะวันทับตา” นอกจากจะใช้เป็นสำนวนมุขพาให้เด็กกลัวจนยอมตื่นขึ้นมาแล้วก็ยังเป็นการเรียกแทนช่วงเวลาผันเปลี่ยนระหว่างยามบ่ายกับยามเย็นอีกด้วย ซึ่งอากาศในเวลาตะวันทับตาช่วง 4 โมงเย็นกว่า ๆ เกือบ 5 โมง จะเริ่มเย็นลง ไม่ร้อนเหมือนยามกลางวัน ยามบ่าย ยิ่งเป็นในสมัยก่อน อากาศเมืองไทยจะเย็นลงเร็วมากและมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าสมัยปัจจุบันด้วย ทำให้หากเด็กที่นอนด้วยความคุ้นชินกับอากาศช่วงกลางวันมาอย่างยาวนาน ร่างกายพวกเขาจะไม่สามารถปรับตัวกับอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ทำให้ป่วยเป็นไข้ได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้ไม่รู้สึกง่วง ไม่อยากนอนหลับเร็วในตอนกลางคืนด้วย ซึ่งส่งผลให้วิถีการพักผ่อนและสมดุลในร่างกายมีกระบวนการผิดปกติ จึงไม่ควรนอนช่วงตะวันทับตา

ฤดูที่ “ตะวันทับตา” มีผลต่อมนุษย์มากที่สุด

รูปภาพ : https://www.todaysparent.com/

            “ตะวันทับตา” จะมีผลอย่างมากในฤดูหนาวที่อุณหภูมิในช่วงเย็นจะเปลี่ยนแปลงเป็นความหนาวอย่างรวดเร็วตั้งแต่เวลา 4 โมงครึ่งเป็นต้นไป ทำให้เด็กที่นอนหลับในเวลานี้จะมีอาการป่วยเมื่อตื่นขึ้นมาง่ายมาก จึงไม่ควรให้นอนกลางวันนานในช่วงเวลานี้ อย่างน้อยให้นอนแค่ถึง 3 โมงครึ่งก็จะดีมาก แล้วหาอะไรร้อน ๆ ให้ดื่มก็จะช่วยให้ร่างกายปรับสภาพอบอุ่นได้ เช่น โกโก้ร้อน นมร้อน เป็นต้น

อัพเดทข่าวสารและ ความรู้รอบตัว เพิ่มเติมที่ The7days

#ความเชื่อโบราณ #ตะวันทับตา