“ความอิจฉา” ย่อมจะเกิดขึ้นได้ในมนุษย์ทุกคนที่มีด้านสีดำและด้านสีขาว ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบด้วยด้านสีขาวไปทั้งหมด ทุกคนย่อมต้องผ่านสภาพแวดล้อมสีเทามาจากเหตุการณ์หลากหลายที่ทำให้ชีวิตมีขึ้นมีลงกันก็เยอะจนหล่อหลอมให้เรากลายมาเป็นเราจนถึงวันนี้ ปัจจัยด้านการเลี้ยงดูกับสภาพสังคมที่อยู่จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อมุมมองต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป และแฝงไปด้วยมุมของค่านิยมที่มันย่อมยากในการที่เราจะมองแต่ในจุดสมดุลเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างเดียวในโลกที่คนอื่นคิดหลายอย่างคล้าย ๆ กัน การเกิดแง่คิดและความอยากได้อยากมีเหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไปจึงอยู่ในตัวเรา โดยเฉพาะ “ความอิจฉา” ที่ทุกคนย่อมจะมีเมื่อเห็นคนอื่นมีชีวิตที่ดีกว่าเราจนถึงการถูกยอมรับที่โดดเด่นกว่าเราเอง ซึ่งแน่นอนว่าลึก ๆ หลายคนย่อมรู้ดีว่า อิจฉา คนอื่น หากให้ความอิจฉาเกิดขึ้นแบบนี้ก็อาจจะทำให้เราลืมการคบคนด้วยความจริงใจได้และลืมคุณค่าของตัวเองด้วย จึงต้องการจัดการกับความอิจฉาของตัวเองด้วยวิธีเหล่านี้
เลิก อิจฉา คนอื่นด้วยการมองจุดเด่นของมนุษย์แต่ละคนที่ต่างกัน

การอิจฉาเป็นเพียงแค่ความต้องการในค่านิยมลวงที่สังคมกล่อมให้เรากลายเป็นคนที่อยากได้ อยากมี อยากเป็นเท่านั้น ทั้งที่ความจริงเราไม่สามารถเป็นแบบคนคนนั้นได้ เพราะเราคือเรา เขาคือเขา แต่ละคนมีความสามารถโดดเด่นที่แตกต่างกันออกไป เช่น คนในสังคมยอมรับคนที่สอบติดแพทย์ เราจึงอยากให้คนยอมรับในตัวเราบ้างจึงคิดจะสอบแพทย์ทั้งที่เราเก่งด้านภาษา และไม่เก่งวิทยาศาสตร์เลย ลองคิดกลับกันว่าหากเอาคนที่สอบแพทย์ติด มาสอบคณะด้านภาษาต่างประเทศที่ยากล่ะก็ยังไงเขาก็ทำได้ไม่ดีเท่าคุณเช่นกัน เป็นต้น ยิ่งแข่งจึงยิ่งเป็นการฝืนตัวของคุณเองและทำให้คุณลืมความต้องการที่จะทำตามเป้าหมายทางเดินชีวิตของคุณได้ ฉะนั้นให้หันมาเอาชนะกับทางที่ตัวเองอยากเดินไปสู่จุดสูงสุดที่ชอบจริง ๆ ดีกว่า
เลิกอิจฉาด้วยความคิดที่ว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า”

การอิจฉาของมนุษย์ทุกคนไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ เพราะทุกคนมักจะเห็นคนอื่นที่ดีกว่าตัวเองแล้วอยากเป็นเหมือนคนคนนั้น โดยที่คนซึ่งพวกเขาอิจฉากันแน่นอนว่า เขาก็ย่อมจะมีคนที่เขาอิจฉาอยากได้ อยากมี อยากเป็นแบบคนที่เหนือกว่าด้วยเช่นกัน พอมองในอีกมุมคุณก็อาจจะขำก็ได้ว่า ทำไมเราต้องอิจฉาคนที่เขามีดีในแบบของเขา ในเมื่อตัวเราก็มีดีในแบบของเราเช่นกัน เช่น คนตำแหน่งใหญ่โตที่ต้องทำงานประจำมีความมั่นคงในองค์กร บางคนเขายังอิจฉาคนที่สามารถสร้างฐานะให้มีเงินที่เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้จากการทำงานอิสระที่รักโดยไม่ต้องกดดันเหมือนเขาที่หากให้ทำงานเป็นนายตัวเองแบบนี้คงยาก หรืออีกตัวอย่าง คนที่สวยที่สุดของโรงเรียนก็ยังอิจฉาอยากเป็นเหมือนดารา ในขณะที่ดาราบางคนก็อิจฉาเหล่านางงามที่ได้ไปยืนอยู่บนเวทีระดับโลกเช่นกัน จึงควรเลิกอิจฉาได้แล้ว เพราะก็ยังมีคนที่อยากเป็นเหมือนเราเช่นกัน
เลิกอิจฉาด้วยการมองแบบว่างเปล่าในเป้าหมาย

ลองคิดดูว่า เราอิจฉาแล้วจะได้อะไร? เป้าหมายของการอิจฉามันมีแต่ความว่างเปล่าหากเราไม่สามารถทำแบบที่เขาทำได้ด้วยไม่ได้มีจุดเด่นหรือมีเป้าหมายอยากไปในทางเดียวกัน แม้ว่าคุณจะทำอย่างไรก็ย่อมสร้างบาดแผลด้วยความฝืนตัวเองเปล่า ๆ ทำไมไม่ลองเปลี่ยนไปยืนในจุดสูงสุดบนทางที่คุณสามารถเฉิดฉายในสไตล์ของตัวเองให้คนอื่นเห็นได้บ้างล่ะ มันอาจจะดีกว่าก็เป็นได้ เช่น คุณเป็นเด็กกิจกรรม ไม่เก่งการเรียนดีเด่น คุณก็สามารถทำให้ตัวเองได้รับการชื่นชมจากการแข่งขันกิจกรรมกีฬาหรือความสามารถของคุณจนได้รางวัลเป็นตัวแทนก็ได้ เป็นต้น
อัพเดทข่าวสาร สาระดีๆ เพิ่มเติมที่ The7days